20 ที่เที่ยวทั่วไทย ฟีลสวยเหมือนอยู่เมืองนอก

อ่าน 2,394

ปลายปีแบบนี้ ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติ หลายคนคงมีแพลนที่จะไปลั้ลลารับลมหนาวในต่างประเทศแล้วใช่มั้ยล่ะ? แต่แม้ว่าปีนี้เราจะเที่ยวได้แค่ในเมืองไทยก็ไม่ต้องเซ็งไปจ้า เพราะไทยแลนด์น่ะมีพิกัดเจ๋งๆ ซึ่งให้ฟีลเหมือนได้ไปต่างประเทศเยอะอยู่นะ วันนี้เราเลยรวบรวมบางส่วนมาไว้ให้ทุกคนได้ใช้เป็นช้อยส์สำหรับออกเที่ยวหนาวนี้กัน เลือกปักหมุดได้แล้วก็อยากชวนให้ไปส่องตั๋วเครื่องบินในเว็บ Traveloka เพราะว่าตอนนี้เค้ามี Feature ใหม่ ที่จะช่วยเปรียบเทียบราคาและโปรตั๋วทุกสายการบินให้เราได้เลยแบบเสร็จสรรพ ทีนี้ก็มั่นใจเลยว่าเราได้จะจองตั๋วราคาดีที่สุดแบบง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อมูลเองอีกแล้วจ้า แถมถ้าจะหารถเช่าขับเที่ยวกันเค้าก็มีบริการให้จองกันแบบครบจบชิลล์ๆ ในที่เดียวด้วยนะ ถ้าอยากเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบิน คลิกเลย > https://www.traveloka.com/th-th/promotion/promofilter

จองบริการรถเช่ากับ Traveloka https://www.traveloka.com/th-th/car-rental

20 ที่เที่ยวไทย สวยเหมือนเมืองนอก

1. มอหินขาว / ชัยภูมิ

แม้จะไม่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ แต่มอหินขาวนั้นก็มีความเก๋ไม่แพ้สโตนเฮ้นจ์แต่อย่างใด แถมที่นี่ยังมีกลุ่มหินให้ดูมากกว่าที่อังกฤษอีกต่างหาก ไฮไลท์ของมอหินขาวนั้นคือกลุ่มหิน 5 ต้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายเสาขนาดใหญ่ มีความสูงโดยประมาณคือ 12 เมตร โดยต้นที่ใหญ่ที่สุดนั้นมีขนาดไซส์ถึงราวๆ 22 คนโอบ! ที่นี่เปิดให้เข้ามากางเต็นท์รับลมหนาวกันได้ด้วยนะ ใครอยากนอนดูดาวใกล้สโตนเฮ้นจ์เมืองไทย ปักหมุดเอาไว้เลย

2. ภูป่าเปาะ / เลย

คิดถึงฟูจิซังกันใช่มั้ยล่ะ? แน่ละ... เราก็คิดถึง และช่วงเวลาเกือบหนึ่งปีที่ยังแวะไปเยี่ยมเยือนภูเขาไฟฟูจิแดนปลาดิบกันไม่ได้ แนะนำให้ไปชมฟูจิเมืองไทยกันไปพลางๆ ก่อนเลย ภูเขาที่มีหน้าตาคล้ายสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นลูกนี้มีชื่อว่าภูหอ ตั้งอยู่โดดเด่นท่ามกลางพื้นที่ราบในอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย จะชมภูหอให้ได้ฟีลฟูจิทั้งที พิกัดที่ดีที่สุดคือการนั่งรถอีแต๊กขึ้นไปบนภูป่าเปาะนี่ละ อยากได้แสงเช้า แดดจ้า หรือแสงแบบทไวไลท์ก็แพลนกันได้เลย ไม่เหมือนเปี๊ยบแต่ฟีลได้นะ เชื่อว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

3. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนแปะ / เชียงใหม่

สำหรับคนที่เคยไปเมืองดาลัดในเวียดนาม น่าจะพอจำกันได้ว่าหนึ่งในพิกัดที่ต้องปักหมุดไปเยือนก็คือทุ่งไฮเดรนเยียของเมืองนี้ แล้วถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศดีๆ แบบนั้น ปักหมุดไปเชียงใหม่กันก่อนได้เลยจ้า เพราะที่ศูนย์พัฒนาฯ แห่งนี้ก็มีทุ่งไฮเดรนเยียสวยๆ ไว้ให้เราได้เดินชมเดินแชะกันแบบระยะประชิด แถมหน้าหนาวแบบนี้อากาศก็เย็นสบาย ฟ้าใสๆ แดดสวยๆ ไปเวียดนามยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไปเชียงใหม่ก่อนเลยจ้ะ ฟีลความสวยน่าจะใกล้เคียงกัน

4. พระธาตุดอยหินกิ่ว / ตาก

ถ้าพูดถึงหนึ่งในมหาสักการะสถานที่ขึ้นชื่อลือชาว่าศักดิ์สิทธิ์สุดๆ ของเมียนมาร์ มั่นใจว่าหลายคนต้องคิดถึงภาพองค์พระธาตุอินทร์แขวนที่แสนมหัศจรรย์ สำหรับคนรักการไหว้พระและบรรดาสายมูทั้งหลาย ปีนี้ไปเมียนมาร์ยังไม่ได้ก็ขอชวนให้ปักหมุดมุ่งหน้าไปจังหวัดตากกันก่อนเลยจ้ะ เพราะที่นี่มีองค์พระธาตุดอยหินกิ่วที่หน้าตาคล้ายกับถอดแบบองค์พระธาตุอินทร์แขวนมายังไงยังงั้น ซึ่งชาวตากและชาวเมียนมาร์จะร่วมมือกันจัดงานนมัสการขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ใครมองหาพิกัดไหว้พระรับปีใหม่อยู่ ลองปักหมุดที่นี่ดูได้เลย

5. ทุ่งกังหันลม เขาค้อ / เพชรบูรณ์

หลายคนขนานนามให้ว่าเขาค้อนั้นเป็นอีกหนึ่งพิกัดที่เปรียบได้กับสวิตเซอร์แลนด์ของเมืองไทย ด้วยภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อนซึ่งมาพร้อมอากาศเย็นสบาย ทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่ซึ่งเหมาะกับการปลูกไม้ผลและไม้ดอกเมืองหนาวแห่งหนึ่งในไทย และนอกจากธรรมชาติแล้ว เขาค้อยังมีทุ่งกังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้าที่ชวนให้คิดถึงหลายรัฐในอเมริกาอย่างอินเดียน่าหรือโอเรกอนด้วยนะ เรียกว่าเป็นวิวอินเตอร์ที่มีให้เห็นในหลายประเทศเชียวละ ช่วงนี้ยิ่งเหมาะจะไปเที่ยวที่นี่มากจ้าเพราะอากาศดี๊ดี อยากได้ที่พักผ่อนปลายปี ลงลิสต์เขาค้อเอาไว้เลย

6. หมู่บ้านมังกรสวรรค์ / สุพรรณบุรี

หมู่บ้านโบราณในเมืองลี่เจียง ประเทศจีน คือหนึ่งในมรดกโลกซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 800 ปี ที่เรียกได้ว่าเป็นพิกัดยอดฮิตซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปเยือนกัน และสำหรับคนที่อยากสัมผัสความสวยของหมู่บ้านนี้ แนะนำให้ปักหมุดไปที่จังหวัดสุพรรณบุรีก่อนเลยจ้า เพราะว่าเค้ายกหมู่บ้านโบราณลี่เจียงมาไว้ให้เราได้ไปชิลล์กัน ด้านในเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายภายใต้บรรยากาศจีนแบบขรึมขลัง ไปช้อปก็ได้ หรืออยากไปถ่ายรูปก็มีมุมปังๆ เพียบ ดีเชียว

7. สามพันโบก / อุบลราชธานี

บอกเลยว่าในบรรดาพิกัดที่ได้ชื่อว่าเป็นแกรนด์ แคนยอน ในประเทศไทยนั้น เราเชื่อว่าสามพันโบกคือหนึ่งในจุดที่กินพื้นที่กว้างสุดในประเทศ โดยคำว่าโบกในภาษาอีสานนั้นแปลว่าหลุม ชื่อสามพันโบกจึงบอกอยู่อย่างตรงตัวว่าที่นี่มีหลุมเล็กหลุมใหญ่มากมายถึง 3,000 หลุมเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีผาหินหลายขนาด มีแอ่งน้ำรูปร่างต่างๆ แลดูแปลกตา ช่วงหน้าแล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกาจนถึงเมษายนนั้นถือเป็นไฮซีซั่นของการมาเที่ยวที่นี่ เพราะเป็นช่วงน้ำแล้งที่จะเห็นแก่งได้ชัดเจนที่สุดเชียวละ ยิ่งมาช่วงเช้าหรือเย็นที่แสงสวยๆ นะ บอกได้เลยว่าวิวจะแจ่มจนถ่ายรูปกันเมื่อยมือ!

8. เกาะพระทอง / พังงา

เกาะพระทองคือเกาะที่ใหญ่ที่สุดของพังงา และเป็นเกาะไซส์ใหญ่อันดับ 5 ของเมืองไทย โดยนอกจากหาดทรายและน้ำทะเลใสๆ สวยๆ แล้วนะ ที่นี่ยังได้ชื่อว่าเป็นทุ่งสะวันนาแห่งภาคใต้ ที่ในช่วงหน้าแล้งนั้น พื้นที่ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นดินทรายจะถูกปกคลุมไปด้วยต้นหญ้าสีทองเต็มพรืดไปทั้งเกาะเชียวละ เมื่อเจอกับต้นเสม็ดขาวรูปร่างแปลกตาก็ให้บรรยากาศที่คิดถึงอัฟริกาใต้ขึ้นมาเชียว เรียกว่าถ้ามียีราฟหรือสิงโตโผล่มาก็คือใช่! มาดูวิวก็ได้ มาถ่ายรูปก็เพลินมากจ้ะ

9. เขื่อนรัชชประภา / สุราษฎร์ธานี

ยืนหนึ่งมาเลยจ้าเมื่อเอ่ยคำว่ากุ้ยหลินเมืองไทย เพราะไม่ว่าใครก็ต้องนึกถึงภาพวิวสวยๆ ของเขื่อนเขาสก หรือเขื่อนรัชชประภา เขื่อนใหญ่ที่มีท้องน้ำสีเขียวใสสลับกับภูเขาหินปูนหลายไซส์หลากรูปแบบที่กระจายตัวอยู่ทั่วๆ ไปในพื้นที่เขื่อนนี้ เรื่องความชิลล์คือระดับสิบเต็มไม่หักจ้า เพราะทั้งสงบ สวย และมีกิจกรรมทางน้ำหลายอย่างให้ได้สนุกกัน อากาศก็เย็นสบายมีลมพัดโชยตลอดเวลา ปักหมุดไว้เลยจ้า กุ้ยหลินเมืองไทยน่ะเริ่ดจริง!

10. สถานีเกษตรหลวงขุนวาง / เชียงใหม่

ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เราจะกลับมาบินข้ามประเทศไปดูซากุระที่ญี่ปุ่นกันได้หรือยังก็ไม่รู้ ดังนั้นอย่ารอน้ำบ่อหน้าจ้ะ จัดกันไปก่อนเลยในหนาวนี้ เพราะช่วงปลายเดือนธันวาจนถึงกลางเดือนมกราคมของทุกปี จะเป็นช่วงที่ดอกนางพญาเสือโคร่งซึ่งปลูกไว้ที่นี่จะแข่งกันผลิบาน ย้อมพื้นที่ให้เป็นสีชมพูสวยหวานเหมือนการได้มาชมซากุระในเมืองไทย ยิ่งอากาศสบายๆ ช่วงปลายปีแบบนี้ด้วยยิ่งฟินใหญ่ ที่เจ๋งคือใช้งบน้อยกว่าไปญี่ปุ่นเพียบจ้า มาได้เลย อย่าคิดนาน

11. วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ / ลำปาง

เมื่อพูดถึงภูฏาน หนึ่งในแลนด์มาร์คที่หลายคนคุ้นตากันก็คงหนีไม่พ้นภาพวัดใหญ่ที่สร้างอยู่บนหน้าผาสูงอย่างวัด Taktsang ที่สร้างอยู่ริมผาบนความสูง 900 เมตรใช่มั้ยล่ะ และถ้าอยากได้อารมณ์คล้ายๆ กันในเมืองไทย ขอให้ปักหมุดไปวัดเฉลิมพระเกียรติหรือวัดพระบาทปู่ผาแดงแห่งนี้กันเลยจ้ะ เพราะที่นี่มีเจดีย์และศาลาที่สร้างอยู่ตามหน้าผาบนความสูงกว่า 800 เมตรเช่นกัน แม้จะไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่า แต่บอกเลยว่าความว้าวคือไม่แพ้กัน มาที่นี่ต้องเตรียมกล้ามเนื้อขาหน่อยนะเพราะต้องเดินพอประมาณเชียวละ แต่ยังไงก็ได้เห็นวิวสวยคุ้มค่านะ มาเลย

12. ออบขาน / เชียงใหม่

เชียงใหม่คงเป็นเมืองต้นๆ ในประเทศไทยเลยละมั้ง ที่มีวิวปังๆ ของธรรมชาติที่คล้ายแกรนด์ แคนยอน ให้แวะไปเที่ยวกันอยู่ตั้งหลายที่ หลายคนคงคุ้นหูกับพิกัดยอดฮิตอย่างที่แกรนด์ แคนยอน หางดง และผาช่อกันมาบ้างแล้วใช่มั้ย และออบขานนี่ละคืออีกหนึ่งพิกัดใหม่ที่อยากแนะนำกัน เพราะด้วยสภาพธรรมชาติที่เป็นเขาหินปูนสูงต่ำสลับซับซ้อน กับสายน้ำที่ไหลผ่านเหลี่ยมเขา เราจึงขอติดป้ายให้ที่นี่กลายเป็นอีกหนึ่งแกรนด์ แคนยอน ของเชียงใหม่ ใครรักธรรมชาติมานะ เพราะมีเส้นทางเดินป่าและน้ำตกรวมถึงถ้ำ ให้คนรักความแอดเวนเจอร์ได้เที่ยวกันด้วย หนาวๆ แบบนี้อากาศยิ่งดีมากจ้า ลองมาเช็คอินดู

13. หาดหงส์ / อุบลราชธานี

เป็นอีกหนึ่งพิกัดเด็ดที่อุบลฯ ส่งเข้าประกวด เพราะนอกจากแกรนด์ แคนยอน อย่างสามพันโบกแล้ว เนินทรายใหญ่อย่างในมุยเน่ ประเทศเวียดนาม ที่อุบลฯ เค้าก็มีให้ไปเที่ยวกันจ้า ที่นี่คือหาดหงส์ เป็นเนินทรายกว้างใหญ่ริมแม่น้ำโขงที่จะเห็นได้ชัดในช่วงหน้าแล้ง หลายคนยกให้ที่นี่เป็นซาฮาร่าของเมืองไทยกันอีกตำแหน่งด้วยนะ อยากรู้ว่าของจริงจะใกล้เคียงกับที่ไหนมากกว่า ต้องหาเวลาไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเองเด้อ

14. สวนหินผางาม / เลย

ป่าหินในคุนหมิง ประเทศจีนนั้น ได้ชื่อว่าเป็นป่าหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะกินพื้นที่กว้างถึงประมาณ 40,000 ไร่ เรียกว่าอลังการจนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปแล้วเรียบร้อยจ้า และแม้ว่าที่สวนหินผางามแห่งเมืองเลยจะสู้ไม่ได้ในด้านความเว่อร์วัง แต่ก็ยังสวยแปลกตาน่าไปเที่ยวกันอยู่ดี เพราะที่นี่มีภูเขาหินปูนนานารูปแบบทั้งเล็กทั้งใหญ่เหมือนยกโมเดลไซส์ย่อจากคุนหมิงมาไว้ให้ได้เดินดูกัน แนะนำว่าให้ใช้บริการไกด์ท้องถิ่นในการนำชมนะ รับรองว่าสนุกเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าเชียว

15. สะพานมอญสังขละบุรี / กาญจนบุรี

อยากไปเห็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในโลก ณ ประเทศเมียนมาร์ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเดินทางข้ามประเทศกันได้เมื่อไหร่ ไม่มีปัญหาจ้ะ เพราะว่าเมืองกาญฯ บ้านเรามีสะพานมอญในอำเภอสังขละบุรี ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่ยาวเป็นอันดับสองของโลกให้ได้ไปเที่ยวกัน เดินทางก็ง่าย ค่าใช้จ่ายก็ไม่แพง แถมความสวยของทิวทัศน์ก็ไม่แพ้กัน ที่สำคัญคือวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นก็ยังให้ฟีลเหมือนไปเที่ยวเมียนมาร์อยู่เบาๆ ด้วยนะ ยิ่งหนาวๆ แบบนี้รีบไปเลยจ้า เชื่อว่าฟินชัวร์ๆ

16. เกาะพยาม / ระนอง

เกาะพยามนั้นมีเสน่ห์ขึ้นชื่อลือชา จนหลายคนยกให้เป็นมัลดีฟส์แห่งเมืองไทย ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากที่พักชื่อดังซึ่งสร้างเป็นบ้านหลังเล็กน่ารักริมทะเล ที่ให้ฟีลเหมือนจำลองรีสอร์ทเก๋ๆ ของมัลดีฟส์มาไว้ที่นี่เลยเชียวละ ส่วนธรรมชาติของเกาะนี้ก็สวยไม่น้อยหน้าใคร แถมยังให้บรรยากาศที่สงบและค่อนข้างเป็นส่วนตัวกว่าเกาะใหญ่อื่นๆ อีกหลายเกาะเลยนะ ในขณะที่ความสะดวกสบายก็ยังมีให้อย่างเต็มเปี่ยม ใครมองหาพิกัดพักใจแบบสงบๆ ช่วงปลายปี เกาะนี้คือดีงาม

17. ปางอุ๋ง / แม่ฮ่องสอน

เมื่อไหร่ที่คิดถึงที่เที่ยวไทยซึ่งให้ฟีลเหมือนได้ไปต่างประเทศ จะไม่มีปางอุ๋งรวมอยู่ในลิสต์ก็คงไม่ได้ เพราะที่นี่มาพร้อมกับความสวยสมฉายาสวิตเซอร์แลนด์แห่งเมืองไทย ที่มีครบทั้งป่าสน ต้นไม้ เนินเขา ทะเลสาบ หรือแม้กระทั่งหงส์! อากาศหน้าหนาวแบบนี้ก็ยิ่งตอกย้ำความคล้ายคลึงเมืองสวิสเข้าไปอีก จะให้เต็มอิ่มแบบพีคๆ ต้องมากางเต็นท์นอนค้างกันซักคืนสองคืนนะ ตอนค่ำดูดาว ตอนเช้าดูไอหมอกขาวลอยเหนือผิวน้ำที่มาพร้อมความโรแมนซ์แบบสุดๆ ไปเลยจ้า บรรยากาศแบบนี้คอนเฟิร์มเลยว่าถ้ามากับคนรู้ใจก็คือฟินในฟิน!!

18. บ้านป่าบงเปียง / เชียงใหม่

นาขั้นบันไดสุดอลังการแห่งซาปา ประเทศเวียดนามนั้น ได้ชื่อว่าเป็นความอลังการแห่งหนึ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปชมไปเช็คอินกันมากมาย ถ้าอยากได้อารมณ์คล้ายคลึงกันแต่ประหยัดกว่าทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย บ้านป่าบงเปียงคือพิกัดที่ช่วยคุณได้แน่ๆ เพราะละแวกนี้มีผืนนาที่กินพื้นที่ภูเขากันเป็นลูกๆ มีวิวมุมสูงสวยๆ แบบ 360 องศาให้ได้เห็นกัน ที่สำคัญคือหน้าหนาวแบบนี้อากาศที่นี่จะยิ่งเย็นสบาย ไม่ได้เห็นนาข้าวเขียวๆ ก็ไม่เป็นไร ได้เห็นวิวว้าวๆ เจออากาศหนาวๆ ก็แฮปปี้แล้วละ เอาจริง

19. เกาะหลีเป๊ะ / สตูล

มัลดีฟส์นั้นได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของคนรักทะเล และเราขอคอนเฟิร์มว่าเกาะหลีเป๊ะนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ในด้านของน้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาวๆ ละเอียดเนียนนุ่มเท้าเป็นที่สุด พอมุดน้ำลงไปข้างใต้ ก็ยังจะได้เห็นปะการังและสัตว์โลกใต้ทะเลสวยๆ อีกเพียบ คิดถึงความงดงามของทะเลมัลดีฟส์แต่ยังบินไปเที่ยวกันไม่ได้ ปักหมุดเกาะหลีเป๊ะไว้ก่อนเลยจ้า เชื่อว่าระดับความฟินคือใกล้เคียง

20. เชียงคาน / เลย

หากคุณแฮปปี้กับการได้เดินเล่นเนิบๆ ในฟีลสโลว์ไลฟ์ ท่ามกลางบ้านไม้ที่ให้บรรยากาศเหมือนได้ย้อนอดีตของเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว ระหว่างที่เรายังข้ามพรมแดนกันไปไม่ได้แบบนี้ ปักหมุดที่เชียงคานกันก่อนได้เลยจ้า ก็เมืองนี้น่ะได้ชื่อว่าเป็นเหมือนเมืองคู่แฝดของหลวงพระบาง เพราะบรรพบุรุษของชาวเชียงคานในยุคก่อนนั้นก็คือชาวหลวงพระบางที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่นี่นั่นละ เชียงคานจึงมีประเพณีใส่บาตรข้าวเหนียวและเมนูอาหารหลายอย่างที่คล้ายกันกับเมืองหลวงพระบางมาก แล้วยิ่งถ้าไปหน้าหนาวอากาศก็จะเย็นสบาย ผู้คนท้องถิ่นก็ใจดี เป็นอีกพิกัดที่เหมาะมากกับการพักใจ

ด้วยสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย เมืองไทยของเราจึงมีสถานที่น่าสนใจมากมายแบบแทบจะไม่ซ้ำกัน ซึ่งหลายแห่งก็ชวนให้จินตนาการซะเหลือเกินว่าเหมือนได้ไปเยือนพิกัดดังๆ ของต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นข้อดีในวันที่เรายังออกไปเที่ยวเตร็ดเตร่นอกเมืองไทยกันไม่ได้แบบนี้ เพราะนอกจากจะให้กลิ่นอายพอคลายคิดถึงที่เที่ยวเมืองนอกได้แล้ว ทุกแห่งยังมีค่าใช้จ่ายที่สบายกระเป๋า แถมเรายังเที่ยวกันได้แบบไม่ต้องเบียดเสียดกระทบไหล่กับนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยนะ ใครชอบเที่ยวรีบกอบโกยเลยจ้า นี่คือนาทีทองของการออกตะลอนเมืองไทยที่แท้ทรู!



แนะนำ




"สถานที่ท่องเที่ยว"